สภาพอากาศเปลี่ยน "ฝนกระชาก" เยือนคู่ "น้ำแล้ง"

by Little Bear @22 เม.ย. 56 09:37 ( IP : 49...205 ) | Tags : ข่าวสารประชาสัมพันธ์

ข่าวคราวสวนลิ้นจี่แม่กลอง 7,500 ไร่ ไม่ติดดอกออกผล จนชาวสวนสมุทรสงครามทุกข์ระทม เพราะไร้ผลผลิตรสชาติดีวางจำหน่ายให้คนได้ลิ้มรส ต้องสูญเสียรายได้ แถมทางจังหวัดประกาศงดเทศกาลลิ้นจี่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนของไทย อากาศไม่หนาวจัดนานติดต่อกันพอที่ลิ้นจี่สามารถติดดอกออกผลได้

นอกจากไม่หนาว ยังมาเจออากาศร้อนอบอ้าว ในบางครั้งฝนตกลงมาอีก ลิ้นจี่แม่กลองจึงไม่มีให้ชิมในปีนี้แน่นอน เป็นอีกผลกระทบชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่คนไทยกำลังเผชิญ นี่ยังไม่พูดถึงฤดูฝนปีนี้ที่นักวิชาการระบุมาเร็วกว่าปกติ ขณะที่เดือนพฤษภาคมจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากทั่วไทย โดยมีคาดการณ์ว่าฝนจะทิ้งช่วงในเดือนสิงหาคม แล้วกลับมาตกปกติอีกครั้งในเดือนกันยายน

ประเด็นความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในบ้านเรา มีงานวิจัยจากจุฬาฯ ที่ศึกษาเรื่องนี้ โดยคาดว่าจะเกิดภาวะการขาดแคลนน้ำจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลอัตราการคายน้ำของพืชจะเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการน้ำมีมากขึ้นๆ สวนทางกับปริมาณน้ำจากแหล่งกักเก็บน้ำจะมีแนวโน้มน้อยลง ภาวะขาดน้ำมากขึ้น

ขณะที่การวางแผนจัดการน้ำของรัฐบาลกลับใช้เงินลงทุนหลายแสนล้านเพื่อป้องกันน้ำท่วมเป็นหลัก ผลจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่ผ่านมา โดยไม่ได้มองถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลในบ้านเราที่แนวโน้มในอนาคตข้างหน้าจะขาดแคลนน้ำรุนแรง ซึ่งงานวิจัย จุฬาฯ ดังกล่าว นำเสนอผลกระทบ และมีข้อเสนอแนะที่รัฐสามารถนำไปศึกษาและปรับใช้ให้มีโครงการวางแผนน้ำที่เตรียมพร้อมรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำได้ดียิ่งขึ้น

รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าคณะศึกษาวิจัยเรื่อง "รูปแบบการปรับตัวต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของระบบชลประทาน" ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิศวกรรมชลประทานประเทศญี่ปุ่น  ชี้ว่า จากการศึกษาพบการเปลี่ยนแปลงรูปแบบภูมิอากาศในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2547 โดยเฉพาะรูปแบบของฝนและฤดูกาล ฤดูฝนมาเร็วขึ้น อย่างช่วงสงกรานต์ปกติมีฝนตกเล็กน้อย แต่ดูจากปีนี้ฝนตกเยอะขึ้น มาไว และแนวโน้มจะเป็นแบบนี้ต่อไป ผลกระทบจากอุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลง ลักษณะฝนจึงเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลก ลมและเมฆที่เคยหมุนเปลี่ยนตามฤดูกาลก็ผิด สภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งในประเทศไทยจะกระทบด้านการเกษตรรุนแรง เรื่องโลกร้อนประเทศอาเซียนเห็นตรงกันว่ากระทบต่อความมั่นคงด้านเกษตร อาหาร พลังงาน และภัยพิบัติ เป็นสำคัญ

แนวโน้มในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้า ไทยจะมีฝนในบางพื้นที่ลดลง และมีลักษณะของฝนที่ชาวบ้านเรียกว่า "ฝนกระชาก" คือ บางช่วงเวลาฝนจะตกชุก ขณะเดียวกันบางช่วงจะมีภาวะแล้ง มีการแกว่งของฝนมากกับน้อยเมื่อเทียบกับอดีต ผลจากภาวะโลกร้อน หากแหล่งน้ำยังมีจำกัดเท่าเดิม จะเกิดการแย่งน้ำไม่จบ เกษตรกรต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของภาวะฝน ทางภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำจึงได้ศึกษาวิจัยร่วมกับกรมชลประทาน และวิศวกรรมแหล่งน้ำจากญี่ปุ่น ซึ่งสนใจไทยในฐานะเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ เพื่อจะนำบทเรียนนี้ที่ได้ทำในไทยไปปรับใช้ในประเทศใกล้เคียงซึ่งอยู่ในเขตมรสุม คำถามมีว่า อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยจะเกิดอะไรขึ้น หรือถ้าจะรับมือจะทำได้ระดับไหน

เนื่องจากอุณหภูมิของสภาพอากาศมีแนวโน้มสูงขึ้น อัตราการคายน้ำของพืชสูงขึ้น ทำให้ความต้องการน้ำมีมากขึ้น แต่ปริมาณฝนที่จะลดลง 5% น้ำในเขื่อนจะเก็บกักได้ยากขึ้น เพราะน้ำจะไหลเข้าน้อยลง ข้าวจะกินน้ำมากขึ้น เพราะฉะนั้น จะเอาน้ำมาจากไหน เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ แต่ผลกระทบจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาคขึ้นกับสภาพภูมิประเทศ ถ้าน้ำน้อยลง คนข้างบนใช้น้ำมากขึ้น ก็ไม่เหลือถึงคนข้างล่าง หรือถ้าน้ำมาแรงก็แรงเลย ฉะนั้น การบริหารจัดการน้ำจะยากกว่าที่ผ่านมา

ในระดับชาวบ้านก็มีประสบการณ์บริหารจัดการน้ำ ซึ่งประสบการณ์ที่มีอยู่มีประโยชน์ แต่เงื่อนไขในอนาคตอาจไม่ตรง ต้องแนะนำให้ชาวบ้านใช้ประสบการณ์บวกกับความรู้ใหม่ เพื่อให้การปรับตัวอยู่ในกรอบที่ยอมรับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า การปรับตัวดังกล่าวจะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้กว่า 50% ดังนั้น กรมชลประทาน รวมทั้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นอกจากจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว จะต้องให้ความรู้และประสานความร่วมมือกับเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ควรมีการปรับปรุงระบบต่างๆ เช่น ระบบระบายน้ำ การกักเก็บน้ำไว้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน การระบายน้ำในภาวะน้ำท่วม ฯลฯ ซึ่งจะต้องเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า

ทั้งนี้ในการจัดการน้ำนั้น เขาระบุจะต้องพยายามนำความรู้ขยายไปสู่จังหวัดและชุมชน โดยจัดให้มีโครงการวางแผนน้ำในระดับจังหวัด เช่น โครงการที่ จ.ระยอง โดยร่วมมือกับ อบต.ในการใช้เครื่องมือ GPS เพื่อวางแผนแก้ปัญหาการจัดการน้ำในพื้นที่ โดยส่วนของประชาชนทั่วไปมีส่วนช่วยในการลดภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น โดยจะต้องติดตามข้อมูลข่าวสารการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศ ช่วยกันปลูกต้นไม้ ประหยัดการใช้ทรัพยากรและลดการใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น

เขาเสนออีกว่า ในระดับใหญ่ต้องพิจารณาหาแหล่งเติมน้ำให้เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง สระน้ำ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงระยะยาว หากสร้างใหม่ไม่ได้ในปัจจุบันต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เพิ่มมากขึ้น เช่น ยกสันเขื่อนเดิมเพื่อเพิ่มการกักเก็บน้ำ เพียงเพิ่ม 1-2 เมตร สามารถเก็บน้ำเพิ่มได้หลาย 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ศึกษาการปรับเกณฑ์การปล่อยน้ำให้เหมาะสมตามสภาพในแต่ละฤดูกาล การจัดรอบเวรน้ำ การจัดปฏิทินเพาะปลูก ปรับปรุงระบบอาคารเพื่อการระบายน้ำและจัดสรรน้ำ คัดเลือกพันธุ์เพาะปลูกให้เหมาะกับสภาพอากาศและดิน ปรับวิธีเพาะปลูกเพื่อประหยัดน้ำ ระบบแจ้งเตือนภัย ตลอดจนการเสริมบ่อยืม และบ่อน้ำตื้น และข้อมูลแปลงนาเพื่อให้วางแผนในปีแล้ง ซึ่งจะสามารถลดผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนได้ดียิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันระดับชาวบ้านต้องสร้างความเข้าใจ อนาคตไม่ใช่อดีต อย่างการเพาะปลูกข้าว เสนอแนะว่าจะต้องเริ่มปลูกต้นเดือนพฤษภาคมเลย ปลายเดือนสิงหาคมเก็บเกี่ยวได้ จากนั้นเว้นรอน้ำฝน เริ่มปลูกรอบที่สองเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ตรงกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ประชาชนปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง ซึ่งชาวบ้านมีคำถามช่วงว่างจากนาจะให้ทำอะไร เพราะต้องการรายได้ทุกเดือน นี่คือเป็นเรื่องใหม่ของรัฐบาล ต้องไปร่วมคิดแนวทางปรับตัวเสริมรายได้ อาจทำประมงจับปลาหากฝนเยอะ แต่ถ้าแล้งหาปลูกพืชชนิดอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลางต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศรูปแบบใหม่

"เฉพาะฝน ภาคกลางกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม เพราะเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำ ต้องปรับตัว ใช้ภูมิปัญญาที่มี เพราะต้นทุนต่ำ และทำได้เลย แต่ต้องเสริมเทคโนโลยีเข้าไป ส่วนอีสานกระทบรุนแรง เพราะปกติฝนน้อยอยู่แล้ว ภาวะแล้งจะรุนแรง แต่ผลกระทบด้านภัยพิบัติภาคใต้เสี่ยงหนักมากสุด เพราะใกล้ทะเล ฝนจะเข้าแรง อย่างนครศรีธรรมราช ฝนทิ้งช่วงต้นปีแล้ง และเกิดน้ำท่วมในปีเดียวกัน ขณะที่ภาคเหนือถ้าป่าเขาหมด จะประสบกับภาวะคุกคามเช่นกัน" รศ.ดร.สุจริต ย้ำ

กรณีสวนลิ้นจี่แม่กลองไม่ให้ผลผลิต ผลจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงนั้น เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในเวทีวิชาการนอกจากลิ้นจี่ ยังมีผลไม้หลายชนิด รวมถึงยางพารา ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากการติดดอกออกผลแตกลูกขึ้นกับอุณหภูมิความชื้นและระยะเวลาที่เหมาะสม ที่ผ่านมาผู้ประกอบการในพื้นที่เกษตรใช้ประสบการณ์ในการบริหารมาก แต่จากนี้ไปการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องปรับช่วงเวลาการให้น้ำ และปรับเปลี่ยนพันธุ์เป็นการบ้านใหม่ ที่ผ่านมา ชาวบ้านปรับตัวกันแบบอัตโนมัติ แต่ในระยะยาวต้องมีการศึกษาวิจัย ชุมชนต้องปรับตัว นอกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องลงมาช่วยศึกษาวิจัยเพื่อนำความรู้มาตอบคำถาม รวมทั้งอาศัยเครือข่ายเพื่อให้รับมือกับปัญหาได้ดียิ่งขึ้น

ในรายงานการวิจัยฉบับนี้ได้ทำการสำรวจและรับรู้ความเห็นต่อผลกระทบและการปรับตัวของกลุ่มบุคคลต่างๆ จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 ที่ผ่านมา ในโครงการชลประทาน ซึ่งนักวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำระบุเสนอให้เสริมคันดิน ปรับปรุงคูคลอง และปรับระบบระบายน้ำให้ดีขึ้นเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้เตรียมความพร้อมในการปรับตัว โดยศึกษาจากประสบการณ์และมาตรการที่มีมา แต่จัดระบบการปรับตัวที่บูรณาการให้เหมาะสมมากขึ้น ทั้งในระดับลุ่มน้ำ โครงการชลประทาน และระดับแปลงนา

ซึ่งแนวคิดในการแก้ปัญหาต่างจากโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลมูลค่ากว่าสามแสนล้านบาท รศ.ดร.สุจริต ระบุว่า ทีโออาร์ใช้เงินลงทุนสามแสนล้าน ผลจากน้ำท่วมปี 2554 เน้นมาตรการเชิงโครงสร้างมากกว่าเพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบจัดการน้ำให้สูงขึ้น จะดำเนินการสร้างเขื่อน สร้างอ่างเก็บน้ำ ขุดลอกลำน้ำหลัก  รวมทั้งทำแก้มลิงเพื่อเก็บน้ำหลาก ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องโครงสร้าง แต่เรื่องการปรับตัว สร้างขีดความสามารถชุมชนเพื่อรับมือความเสี่ยงในทีโออาร์ยังน้อยมาก หรือที่มีอยู่ก็เป็นการปรับตัวจากบนลงล่างรุนแรงมาก และระยะเวลาดำเนินโครงการจำกัดมาก เกรงจะเกิดผลกระทบจากล่างขึ้นบน หากไม่เตรียมกลไกให้พร้อมโครงการที่กำหนดให้เสร็จภายใน 5 ปี อาจยืดไปถึง 20 ปี ก็ได้ แต่ในแง่ผู้รับเหมาไม่ทันหรอก เคลียร์บิลแล้วจบเลยค่อยมาว่ากันใหม่ กลายเป็นว่าต้องกู้รอบสองหรือไม่ เราต้องสร้างความตระหนัก

"รัฐหวังว่า เมื่อโครงการดำเนินก่อสร้างเสร็จแล้วจะมาพูดคุยกัน ซึ่งจากบทเรียนในอดีตโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เกี่ยวกับน้ำมักประสบปัญหาการเจรจากับชาวบ้าน นั่นคือ กระบวนการสร้างความเข้าใจ หากโครงการใช้เวลานาน 10 ยังมีเวลา  หากรัฐบาลเร่งรัดให้เสร็จภายใน 5 ปี    สร้างคำถามใหม่ว่าการสร้างความเข้าใจในเวลาจำกัดทำได้หรือเปล่า รัฐบาลปัจจุบันโยนโจทย์นี้ให้กับกลุ่มบริษัทเอกชนที่ได้ประมูลโครงการหากทำไม่ได้ จะมีมาตรการอื่นรองรับมั้ย    ปัจจุบันรัฐกำลังเดินหน้าไป ภายใต้ข้อสงสัยถูกจริงไหม ทำได้จริงไหม ในเงื่อนเวลาที่พูดกันจริงได้หรือเปล่า "

ร่างทีโออาร์ ประกอบด้วย 9 โครงการ มีจุดอ่อนที่นักวิชาการผู้นี้อธิบายให้ฟังว่า ในภาพรวมเมื่อนำแต่ละโครงการมาเชื่อมโยงกัน ยังไม่มีผลการวิเคราะห์ว่าแต่ละพื้นที่จะปลอดภัยจากน้ำท่วมเพียงใด กรุงเทพฯ อาจปลอดภัยขึ้น แต่ในบางพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมมากขึ้น เพราะถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่แก้มลิง จะเกิดความแตกต่างเชิงพื้นที่และเชิงนโยบายเกิดขึ้น หากประเทศไทยยอมรับและสังคมในพื้นที่ยอมรับได้ ถือว่าเป็นมิติหนึ่ง แต่ขณะนี้ระดับพื้นที่ยังไม่ได้คุยกัน      รวมทั้งเมื่อบริษัทเอกชนประมูลงานได้แล้วต้องเร่งก่อสร้าง ปัญหาคือ เคลียร์พื้นที่ได้จริงไหม  บางพื้นที่ได้ บางพื้นที่ไม่ได้ ตนกลัวจะซ้ำรอยโครงการโฮปเวลล์ นอกจากเมื่อดำเนินการสร้างแล้วเสร็จเดินหน้าตามระบบ ปัจจุบันยังไม่รู้ว่าใครจะมาดูแลโครงสร้างดังกล่าว  รัฐลงทุนไปสามแสนล้านจากนี้ไปค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมัน ตลอดจนบุคลากรที่เข้าไปดูแลสิ่งเหล่านี้ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ใครจะเป็นเจ้าภาพ ทั้งหมดนี้ สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบ

" ควรจะมีการศึกษาประเมินโครงการโดยภาพรวม แต่ตอนนี้ตัดโครงการเป็น 8-9  แพจเกจ และสันนิษฐานว่าแต่ละระบบจะเชื่อมโยงกันเอง  ในทางปฏิบัติเขื่อนต้องมี ทางน้ำต้องมี แต่หากเขื่อนก่อสร้างไม่ได้ ทางน้ำจะต้องออกแบบให้ใหญ่ขึ้น  9 โครงการเดินคู่ขนานกันไป  ฉะนั้น ตามแผนจัดการน้ำ มีเขื่อนกับไม่มีเขื่อน น้ำไหลเข้าไม่เท่ากัน  หากประมูลไปแล้วจะแก้ไขแบบได้ไหม จะเกิดการแก้ไขตามมาเยอะเหมือนสมัยสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ ในทีโออาร์ตั้งงบโครงการไว้แล้ว หากตอนออกแบบ 10 เมตร แต่ปฏิบัติจริงต้องให้ลึก 20 เมตร ถึงมีประสิทธิภาพ แต่ผู้รับเหมาคำนวนราคามาแล้ว ส่วนที่เพิ่มมาใครจะรับผิดชอบหรือรัฐมีเงินเพิ่มให้ แต่หลายภาคส่วนในสังคมจะตั้งคำถามไปเรื่อย  "

เกี่ยวกับแผนป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้งของไทย เขาบอกว่าไจก้าเคยเสนอทางเลือกไม่เกี่ยวกับเงิน แต่ควรตั้งกติกาว่าโครงการใดสำคัญที่สุดและต้องดำเนินการให้ได้  จากนั้นจัดลำดับความสำคัญ ปกติในการวางแผนต้องมีแผน A แผน B และแผน C เพื่อให้น้ำท่วมลดลงเมื่อต้องจ่ายเงินลงทุนไปแล้ว แต่ที่เรากลัวคือจ่ายไปแล้วสะเปะสะปะ นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดและไทยมีบทเรียนจากอดีตมาแล้วในโครงการที่ก่อสร้างแบบรวบรัด ต้องติดตามดูและท้วงติงจุดอ่อน จำเป็นต้องมีมาตรการอื่นสำรอง

นักวิชาการรายนี้ชี้อีกว่า จุดอ่อนอีกข้อคือ ไทยกำลังเผชิญสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง มีแนวโน้มระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำท่วมที่จะสูงขึ้น แต่ในทีโออาร์ก็ยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน เพียงแต่เขียนให้ใช้เกณฑ์ระดับน้ำปี 2554 เพราะยังไม่มีผลการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทเอกชนผู้ดำเนินโครงการจะพิจารณาหรือไม่ก็ได้  แพงอาจไม่คิด

"แล้วในทีโออาร์ก็เน้นน้ำท่วม ไม่พูดถึงแล้งเท่าไหร่ รู้แต่ลดน้ำท่วมได้ ไทยเคยเจอแล้งติดกันสองปี น้ำในเขื่อนเราใช้ปีต่อปี เดือนพฤศจิกายนควรมีน้ำเต็ม 100 %แล้วค่อยๆ ใช้ พอถึงเดือนพฤษภาคม ก่อนฝนมาเหลือซัก 50%  แต่ปีนี้ในภาคกลางเหลือแค่ 40% อีสานมีเพียง 20% ซึ่งโครงการใหญ่ๆ จำเป็นต้องมองระยะยาว  10-20 ปี เป็นเรื่องต้องศึกษาก่อนออกแบบ แต่ตอนนี้ออกแบบไปด้วย สร้างไปด้วย คำถามคือจะออกแบบด้วยเกณฑ์ใด โดยให้ผู้รับเหมาไปคิดก็จะเกิดความแตกต่างกัน ไม่มีการกำหนดกติกากลาง "  หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ เผยจุดอ่อนทีโออาร์ป้องน้ำของรัฐบาล

ที่มา www.thaipost.net

Relate topics